หลังค่อมหรือตัวเตี้ยลง เกิดเป็นปกติในผู้สูงอายุจริงหรือ ?
ผมตรวจผู้ป่วยผู้สูงอายุที่ห้องกระดูก รพ.มหาราชนครเชียงใหม่(สวนดอก) มักจะเจอคำถามนี้อยู่เป็นประจำเลยครับ คุณยายหลังค่อม พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย ที่บ้านหลังค่อมตัวเตี้ยลง หรือบางทีเราไปที่วัดจะเห็นผู้สูงอายุเดินหลังค่อมกันเต็มไปหมด ส่วนใหญ่แล้วเราจะเข้าใจว่าเป็นปกติ อายุมากขึ้นก็เป็นอย่างนี้แหละ แล้วจริง ๆ มันเป็นอย่างนั้นหรือปล่าวครับ มาหาคำตอบกันนะครับ
หลังค่อมหรือตัวเตี้ยลงเกิดจากอะไร
ปกติโดยธรรมชาติแล้วเมื่อเราโตถึงช่วงวัยรุ่นแล้วความสูงของมนุษย์จะอยู่ในจุดที่สูงที่สุด แล้วจะไม่มีการลดลงอีกหากไม่เกิดปัญหา ดังนั้นปัญหาที่เกิดคืออะไรกันหละ
1. ระดูกสันหลังยุบหรือหัก
กระดูกสันหลังหักอาจเกิดจากอุบัติเหตุ ล้ม กระแทก ฯลฯ ส่วนกระดูกสันหลังยุบอาจเกิดจากภาวะกระดูกพรุนแล้วทำให้กระดูกสันหลังยุบไปเอง ผู้สูงอายุส่วนใหญ่อาจไม่รู้ตัวว่ามีกระดูกยุบไปแล้วหรือบางรายมีอาการเจ็บเล็กน้อยจนไม่ได้มาหาหมอ พอรู้ตัวอีกทีก็มีอาการมากหรือตัวเตี้ยลงไปมาก ทำให้มีอาการเจ็บปวดกระดูก
2. หมอนรองกระดูกทรุดหรือเสื่อม
หมอนรองกระดูกโดยตามธรรมชาติแล้วจะเริ่มเสื่อมเมื่ออายุ 20 ปลาย ๆ นะครับ(หลายคนคงคิดว่าทำไมเร็วจัง) ยิ่งอายุมากขึ้นกระบวนการเสื่อมก็จะเพิ่มมากขึ้น หมอนรองกระดูกทรุดหรือเสื่อมก็อาจทำให้เกิดหลังค่อมได้ครับ แต่จะทำให้ตัวเตี้ยลงไม่มาก ยกเว้นจะทรุดทุกตัวและทรุดมาก ๆ เท่านั้นแหละครับ
3. สาเหตุอื่น ๆ
พบได้ไม่บ่อยนะครับว่าจะเกิดจาก มะเร็งกระดูก หรือกระดูกติดเชื้อ
เมื่อไรต้องมาพบแพทย์เมื่อเกิดหลังค่อมหรือตัวเตี้ยลง
- ถ้าเราไม่แน่ใจว่าหลังค่อมนั้นเกิดจากอะไร
- มีอาการปวดร่วมด้วย
- มีอาการปวดร้าวลงขาหรือชา
- ตัวเตี้ยลงกว่าสมัยหนุ่มสาวมาก
แล้วทำไมต้องมาพบแพทย์ด้วยหละ
ก็เพราะว่าหากเราเป็นโรคกระดูกพรุนแล้วไม่ได้ทำการรักษาจะทำให้มีโอกาสเกิดกระดูกสันหลังหักเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหักเพิ่มมากขึ้น กระดูกส่วนอื่น ๆ ของร่างการหักง่ายมากขึ้น และเมื่อมีกระดูกหักแล้วจะทำให้อัตราการตายเพิ่มมากขึ้นอย่างหลายเท่าตัวเลยครับ
สรุป
หากเราเจอผู้สูงอายุที่บ้านเดินแล้วหลังค่อม ตัวเตี้ยลงอย่างชัดเจน อาจพบภาวะกระดูกพรุนหรือหมอนรองกระดูกเสื่อมก็ได้นะครับ เดินหลังค่อมไม่ได้เกิดในผู้สูงอายุทุกรายหรือเป็นปกติอยู่แล้วนะครับ หากเราไม่แน่ใจควรพามาพบแพทย์ครับ ผู้สูงอายุเป็นวัยที่คนหนุ่มสาวต้องช่วยกันดูแลท่านให้ดีที่สุดครับ
อ.นพ.กสิสิน กลั่นกลิ่น


Comments are closed.